gototopgototop
เว็บ เพื่อ การบริหารจัดการคอนโดมิเนียม
สื่อกลางระหว่าง ผู้อยู่คอนโด กับ ฝ่ายบริหาร
รวมข่าวสาร ความรู้ และ กฏหมายที่เกี่ยวข้อง
สารบัญเว็บลิ้งที่เป็นประโยชน์ กับการบริหาร
   

ประชาสัมพันธ์ อสังหาริมทรัพย์

ข่าวเด่น/บทความน่าสนใจ อสังหาริมทรัพย์ (Weblink)

ตลาดอสังหา

หน้าแรก ข่าววันนี้ "นครินทร์" สอนมวยเพื่อไทยรู้จักใช้"กฎนิติบุคคลอาคารชุด"
"นครินทร์" สอนมวยเพื่อไทยรู้จักใช้"กฎนิติบุคคลอาคารชุด"

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2552

 "นครินทร์" สอนมวยเพื่อไทยรู้จักใช้"กฎนิติบุคคลอาคารชุด"

ปกรณ์ พึ่งเนตร

ความสับสนในจุดยืนของพรรคเพื่อไทยกับประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่ตนเองเป็นฝ่ายเรียกร้องเองมาตั้งแต่ต้น ทำให้ก้าวแรกของการสร้างสมานฉันท์ทางการเมืองมีอันต้องสะดุด ปมเงื่อนของการสะสางกติกาเหมือนวนอยู่ในอ่าง พาดหัวข่าวรัฐธรรมนูญย้อนกลับไปเหมือนเมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อน

แต่ในทัศนะของนักรัฐศาสตร์อย่าง รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลับมองการเมืองไทยอย่างมีหวัง เพราะเชื่อว่าหากระบบรัฐสภายังทำงาน ทุกอย่างย่อมมีโอกาสคลี่คลายในวิถีทางที่ไม่มีอำนาจนอกระบบเข้าแทรกแซง

"ผมยังมองว่าการเมืองโดยรวมกระเตื้องขึ้น รัฐสภาคุยกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ คุยเรื่องแก้รัฐธรรมนูญกันได้ ทั้งๆ ที่ไม่มีใครคิดว่าจะได้คุย"

อาจารย์นครินทร์ มองไปข้างหน้าถึงจุดที่ว่า หากแก้รัฐธรรมนูญได้ส่วนหนึ่ง อาจจะ 6 ประเด็นตามที่คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสนอ แล้วนำไปสู่กระบวนการประชามติ จะทำให้การเมืองไทยยกระดับไปอีกขั้น

"แก้รัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ เอาเฉพาะเรื่องสำคัญๆ อาทิเช่น เรื่องเขตเลือกตั้ง เรื่องยุบพรรค แล้วลงประชามติ ผมว่าการเมืองบ้านเรายังไปได้ ยิ่งทำประชามติบ่อยๆ จะยิ่งยกระดับการเมืองและประชาธิปไตยไทย"

แม้จะเป็นหนึ่งในกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แต่อาจารย์นครินทร์ก็ไม่ขัดขวางหากถึงจังหวะเวลาและความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ

"ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญที่ดีต้องทำงานได้จริง ส่วนตัวผมเห็นว่าควรแก้ อย่างมาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค ผมว่าแรงไป แต่การลงโทษกรรมการบริหารพรรคยังต้องมี โดยใช้โทษปรับแทนการยุบพรรคหรือตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ถ้าใครโดนใบแดงต้องถูกปรับด้วยยอดเงินสูงๆ แล้วนำเงินเข้ากองทุนพัฒนาการเมือง ผมว่าจะแก้ไขปัญหาได้"

อย่างไรก็ดี แม้จะเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่อาจารย์นครินทร์ ก็เน้นว่า วิธีแก้จะต้องเหมาะสมด้วย ไม่ใช่ใช้ ส.ส.แค่ไม่กี่คน ซึ่งวิธีการที่เหมาะสมในความเห็นของเขา คือ การทำประชามติ

"แก้รัฐธรรมนูญแค่ 5-6 ประเด็น ไม่จำเป็นต้องมี ส.ส.ร. 3 (สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่) ให้สภาทำงาน ตั้งคณะทำงานหรือคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมารับลูกต่อจากข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ จากนั้นก็ฟังความเห็นของประชาชน เพื่อลดข้อครหาเรื่องแก้ไขเพื่อตัวเอง แต่ปัญหา คือ ประชามติจะอยู่ขั้นตอนไหน ถ้าผ่านสภาแล้วไปลงประชามติ ผมว่าไม่สวย ใจผมต้องลงประชามติก่อนแล้วค่อยเอาเข้าสภา จากนั้นสภาก็แค่รับทราบ ถ้าประชาชนไม่เอา สภาจะกล้าเอาหรือ"

ทว่า อุปสรรคที่ยังต้องเผชิญก่อนจะไปถึงขั้นทำประชามติตอนไหน คือ พรรคเพื่อไทยไม่เอาประชามติ ประเด็นนี้ อาจารย์นครินทร์ ตั้งคำถามว่า ทำไมนักการเมืองถึงไม่พยายามใช้ "กฎนิติบุคคลอาคารชุด"

"กฎของนิติบุคคลอาคารชุด ก็คือ เรื่องใหญ่ๆ ไม่ทำ ต้องถามเจ้าของร่วมในอาคารชุดก่อน เปรียบกับประชาธิปไตยสมัยใหม่ ผู้แทนราษฎรไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เรื่องใหญ่ๆ ต้องไม่ทำเอง ต้องไปถามประชาชน"

"ผมว่าเรามองประชามติอย่างหวาดระแวงเกินไป ประชามติสามารถทำให้โปร่งใส และมีประสิทธิภาพได้ เพียงแต่ต้องให้เวลาในการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง หลักคือต้องเสรี กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ควรจัดเวทีต่างๆ ให้วิพากษ์วิจารณ์ และประชาชนต้องมีเสรีในการออกความเห็น ใครกะเกณฑ์ต้องถูกลงโทษ ประชามติเสียค่าใช้จ่ายไม่มาก แต่ต้องให้ประชาชนเข้าใจและช่วยควบคุมกันเอง"

อาจารย์นครินทร์ ยังย้ำว่าการทำประชามติ คือ การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของระบอบประชาธิปไตย

"ถ้าประชามติมีครั้งที่ 2 จะดีกว่าครั้งแรก (สมัยทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2550) ยิ่งมีครั้งที่ 3-4-5 ภาพของประชาธิปไตยไทยจะดีขึ้น หากลงประชามติอีก 2-3 ครั้ง ผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ อาจจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรของประเทศไทย ที่สำคัญ ถ้าแก้รัฐธรรมนูญแล้วผ่านประชามติ ทหารที่ไหนจะกล้าทำปฏิวัติฉีกรัฐธรรมนูญ"

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น อาจารย์นครินทร์ ยอมรับว่า การจะสร้างความสมานฉันท์ในบ้านเมือง คงไม่ใช่แค่การแก้รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว

"หากหวังให้บ้านเมืองมีความสมานฉันท์ ทุกฝ่ายต้องอดทน อดกลั้นได้ ให้แต่ละองค์กรได้ทำงาน ประชาชนต้องตาสว่าง บางครั้งอาจต้องใช้เวลายาวนานถึงเปลี่ยนรุ่นผู้นำ แต่ผมก็อยากเห็นการเมืองไทยก้าวไปถึงจุดนั้น อาจจะ 5 ปี 10 ปี เลือกตั้งอีกสัก 2-3 ครั้งจะดีขึ้นเอง"

ส่วนกรณีที่บางฝ่ายพยายามใช้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเงื่อนไขไปสู่การยุบสภาเลือกตั้งใหม่ พร้อมๆ กับการดิสเครดิตกระบวนการยุติธรรมว่ามีสองมาตรฐาน เพื่อเป้าหมายสุดท้าย คือ ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้อดีตนายกรัฐมนตรีกลับประเทศไทยนั้น อาจารย์นครินทร์ มองว่า หลายสิ่งหลายอย่างอาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด

"กฎหมายกับใจคนบางครั้งไม่ตรงกัน บางเรื่องใช้สามัญสำนึกไม่ได้ เพราะกฎหมายบอกว่าผิด แต่สามัญสำนึกบอกไม่ผิด คำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนตัวผมยอมรับได้ ขณะที่การออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้บุคคลเป็นเรื่องไม่ควร เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องอนาคตที่ประชาชนต้องเรียนรู้กัน และค่อยๆ คลี่คลายกันไปด้วยประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา"

 http://www.bangkokbiznews.com/2009/10/11/news_29624418.php?news_id=29624418

 

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล


 
English Thai